|
ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนึ้
ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญของภาพยนตร์ไต้หวันยุคใหม่ และเป็นการจุดประกายให้กับวงการภาพยนตร์ของไต้หวัน
จนกระทั่งปัจจุบันรวมเวลาได้ 20 ปีแล้ว
ร่วมมือร่วมใจสร้างสรรค์ผลงาน
ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จส่วนมาก เป็นผลงานของผู้กำกับในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่
2 อาทิผลงานของ โห้วเสี้ยวเสียน, หยางเต๋อชาง , จู่ อี๋จ้ง,
วั้นเริ่น และ หลี่ โย่ว หนิง ปรมาจารย์ด้านละครพูด ไล่เซิงชวน
บุคคลร่วมสมัยกับยุคภาพยนตร์เฟี่องฟูของไต้หวัน รำลึกถึงการพบกันของพวกเขาว่า
เมื่อโห้วเสี้ยวเสียน ได้พบกับหยางเต๋อชาง และ จู่ .อี๋เจิ้ง
ซึ่งเคยไปเรียนเมืองนอกมา ว่าหลังจากได้รู้จักพูดคุยกันได้ไม่นาน
ก็รู้สึกสนิทสนมคุ้นเคยและได้ร่วมมือกันจนเป็นต้นแบบให้กับภาพยนตร์ไต้หวันยุคใหม่
โห้วเสี้ยวเสียนได้แสดงในภาพยนตร์ของหยางเต๋อชาง ชื่อ " ชิงเหมยจู๋หม่า"
(ดอกเหมยกับม้าไม้ไผ่) นอกจากนี้โห้ว เสี้ยวเสียนยังได้สวมบทบาทของตัวละครของ
ไล่เซิงชวน อย่างห้าวหาญ หยางเต่อชางใช้ไฟเวทีของบ้าน ไล่เซิงชวน
ถ่ายทำภาพยนตร์ 3 เรื่องติดต่อกัน พวกเขาร่วมมือกันอย่างราบรื่นยิ่ง
เป็นเรื่องราวที่ยากจะลืมเลือน ผู้กำกับชาวไต้หวัน เฉิน กว๋อฝู่กล่าวว่า
ในปัจจุบันจะไม่ค่อยได้เห็นความสัมพันธ์แบบนี้ ไม่ว่าระหว่างผู้กำกับด้วยกันหรือระหว่างผู้กำกับกับผู้ชม
เข้าถึงประวัติศาสตร์และวิถีชีวิต
ภาพยนตร์ของไต้หวันในเวลานั้น กลาดเกลื่อนไปด้วยภาพยนตร์กำลังภายใน
, ภาพยนตร์แนวดราม่า..และ ภาพยนตร์ด้านการทหาร ภาพยนตร์ที่มีโห้วเสี้ยวเสียน,
หยาง เต่อชาง นำแสดง เป็นภาพยนตร์แนวใหม่ซึ่งดึงดูดความสนใจของผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง
พวกเขาลดต้นทุนการผลิต ใช้นักแสดงที่ไม่ใช่นักแสดงอาชีพ และใช้สถานที่จริงในการถ่ายทำ
เนื้อหาใกล้เคียงกับชีวิตจริง พวกเขาทุ่มเทจิตใจในการถ่ายทอดประวัติศาสตร์,
แนวคิด และชีวิตความเป็นอยู่ของคนไต้หวัน
หยางเต๋อชางมักถูกขนานนามให้เป็นตัวแทนของภาพยนตร์ยุคใหม่ของไต้หวัน
เขาได้ตีแผ่ความทุกข์ยากของคนไต้หวันในแต่ละยุคแต่ละสมัย เขาและโหวเสี้ยวเสียนได้ขยายให้เห็นความเป็นไปของ
"เมือง" และ"ชนบท " นอกจากนี้ "เรื่องของเสี่ยวปี้" ของเฉิน
คุนโห้ว เรื่อง "โย่วหมาไช่หมี่" ของ วั่นเริ่น ภาพยนตร์สมัยใหม่ได้พยายามสะท้อนให้เห็นแง่คิดที่แยบยลโดยผ่านเลนส์กล้อง
เนื้อเรื่องที่ทำให้ผู้ชมประทับใจไม่รู้ลืมก็คือ ความเข้าถึงวิถีชีวิตของมนุษย์ปุถุชน
ภาพยนตร์เรื่อง " เอ๋อจื่อเตอต้าหวานโอ่ว " (ตุ๊กตาของลูกชาย)
ซึ่งได้ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้น 3 เรื่องซึ่งประพันธ์โดย หวาง
ชุนหมิง "เอ๋อจื่อเตอต้าหวานโอ่ว" เป็นฝีมือการกำกับของผู้กำกับ
3 คน ได้แก่ โห้วเสี้ยวเสียน, เจิ้งจ้วงเสียง และวั่นเริ่น "เอ๋อจื่อเตอต้าหวานโอ่ว
" ได้สะท้อนถึงความทุกข์ทนของคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งเวลานั้นได้ออกฉายแข่งกับเรื่อง
"ต้าหลุนหุย" ของผู้กำกับหูจินเฉวียน, หลี่ สิง และ ไป้ จิ่งรุ่ย
จากคำบอกเล่าของหลูเฟยอี้ เมื่อภาพยนตร์ 2 เรื่องได้ออกฉาย ปฏิกริยาตอบรับจากผู้ชมไม่เหมือนที่คาดการณ์ไว้
เรื่อง "ต้าหลุนหุย " ที่คิดว่าจะได้รับความนิยม กลับเงียบๆ
ธรรมดา คำวิจารณ์ก็เรียบๆ ตรงกันข้ามกับ "เอ๋อจื่อเตอต้าหวานโอ่ว"
ซึ่งฉายเกินรอบที่กำหนด นอกจากนี้ยังได้รับความสนใจจากวงการวัฒนธรรมและสายตาของสาธารณชน
ทั้งที่ "ต้าหลุนหุย " มีดาราดังอย่างเช่น เผิง ซูเอ่เฟิน กับ
เจียง โห้วเริ่น ต่างจากนักแสดงระดับกลางอย่าง เฉินป๋อเจิ้ง,
หยาง ลี่อิน, เจียง เซี้ย ใน "เอ๋อจื่อเตอต้าหวานโอ่ว" ซึ่งไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้รับความสนใจจากผู้ชมมากขนาดนี้
ผู้กำกับไต้หวันมักใช้เรื่องราวเกี่ยวกับชนบทเป็นวัตถุดิบ และเรื่อง
"เอ๋อจื่อเตอต้าหวานโอ่ว" ก็เป็นหนังที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมที่โด่งดังมากเรื่องหนึ่ง
นอกจากหยางเต๋อชาง ที่มักสร้างหนังจากวรรณกรรมแล้ว เรื่อง "ยู่ชิงเซ่า"
ของ จาง อี้ และเรื่องต่อๆมาของเขาส่วนใหญ่ก็ดัดแปลงมาจากนิยาย
เรื่อง "เรื่องของเสี่ยวปี้" หรือ "จุ้ยเสี่ยงเนี่ยนเตอหลี่เจี๋ย"
(ฤดูกาลที่คิดถึงที่สุด) ของนักประพันธ์ จู เทียนเวิ่น ก็ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เช่นเดียวกัน
นิยายพื้นบ้านของ หวัง เจินเหอ, หวาง ชุนหมิง, หยาง จื๋อชู่
ล้วนแต่ถูกนำมาแทนที่เรื่องราวความรักแนวดราม่า จนถึงปลายยุค
80 ในศตวรรษที่ 20 ความเคลื่อนไหวแบบนี้ก็ค่อยๆหายไป ต่อมาภาพยนตร์ที่
หลี่อันและไช่หมิง สร้างจนเป็นที่รู้จักในระดับสากลก็ล้วนแต่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรม
อย่างไรก็ตามไม่ว่าภาพยนตร์จะดัดแปลงมาจากวรรณกรรมหรือไม่ ภาพยนตร์ไต้หวันล้วนมีเอกลักษณ์ของตัวเอง
ทำให้ผู้ชมรู้สึกประทับใจ เช่น เรี่อง ที่ หวัง เสี่ยวไข่ แต่งให้
หวัง ถง เรื่อง ' เต้า เฉ่าเหริน" ก็เป็นบทละครที่ประสบความาสำเร็จมาก
ในแง่ที่สามารถหยิบยกเอา การเมือง, การเสียดสีกัน, ความฟอนเฟะของสังคม
ผ่านเรื่องราวความทุกข์ทนและชะตากรรมของคนธรรมดาสามัญชนได้อย่างสมจริงสมจัง
วงการภาพยนตร์เข้าสู่ทางตัน
เปรียบเทียบกับศตวรรษที่แล้ว ปลายยุค 80 ภาพยนตร์ไต้หวันเหมือนจมอยู่ในเลน
แม้ว่าในระยะหลังจะมีผู้กำกับที่ไปสร้างผลงานในระดับสากล แต่ว่าวงการภาพยนตร์กำลังประสบกับการล้มลุกคลุกคลานมากว่า
10 ปีแล้ว ตามสถิติที่รวบรวมมา ในระยะ 2-3 ปีมานี้ สื่อแขนงต่างๆในเกาะไต้หวันได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
แต่วงการภาพยนตร์กลับซบเซาลง ตั้งแต่ปี 1986 ถึง 2001 โรงภาพยนตร์ต่างๆได้ค่อยๆปิดไป
จนถึงปีที่แล้วเหลือเพียง 226 โรง คนที่ทำหนังก็ค่อยๆหายไป ปีที่แล้วมีหนังออกฉายไม่ถึง
20 เรื่อง
สถานการณ์ที่ซบเซาของวงการภาพยนตร์ไต้หวัน สาเหตุหนึ่งมาจากจำนวนคนในวงการภาพยนตร์มีน้อย
วงการภาพยนตร์ไต้หวันกลับปฏิเสธที่จะติดต่อกับวงการภาพยนตร์ในต่างประเทศ
ทั้งที่ข้อจำกัดทางวัฒนธรรมได้รับการผ่อนปรนไปมากแล้ว ผู้กำกับ
หวัง จิง กล่าวว่า นักวิจารณ์ภาพยนตร์ในไต้หวันล้วนแต่ตำหนิภาพยนตร์ที่ทำเอาใจตลาด
ทำให้ผู้กำกับในไต้หวันทำหนังที่เน้นศิลปะอย่างเดียว จึงส่งผลให้วงการภาพยนตร์ในไต้หวันต้องตกต่ำลง
คำวิจารณ์ดังกล่าวอาจฟังดูไร้สาระ แต่ก็มีส่วนถูกต้อง ปัจจุบันนี้คนที่ทำงานด้านภาพยนตร์ในไต้หวัน
บ้างก็เปลี่ยนไปทำละครโทรทัศน์ในประเทศจีน บ้างก็เปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น
จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้กำกับ หลี่ สิง กล่าวว่าวงการภาพยนตร์ไต้หวันปัจจุบันกำลังย่ำแย่
(หยู ซู รายงาน)
แปลโดย
เชอรี่
|