| 
สภาพแวดล้อมทั่วไป
ฉงชิ่ง เป็นนครล่าสุดแห่งที่ 4 ซึ่งขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง
( ต่อจากปักกิ่ง เทียนจิน และเซี่ยงไฮ้ ) เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
และระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ฉงชิ่ง ยังเคยเป็นที่ตั้งรัฐบาลกลางของจีนอีกด้วย
ย้อนหลังไปสมัยก่อน ฉงชิ่น เคยเป็นเมืองหลวงจีนระหว่างปี 1983-1945 มีประชากรกว่า
30 ล้านคนในปัจจุบัน เรียกว่าเกือบครึ่งหนึ่งของไทยเลยทีเดียวมีพื้นที่ทั้งสิ้น
82,000 ตารางกิโลเมตร เป็นนครที่มีประวัติความเป็นมายาวนานอีกแห่งหนึ่ง ย้อนหลังไปได้ถึงสมัยหินเก่า
ที่รอยเท้าของผู้คนได้ย่างเข้ามาประทับบนผืนดินนครแห่งนี้แล้ว เดิมฉงชิ่งเคยเป็นเมืองหลวงของแคว้นปา
สมัยราชวงศ์ซาง-โจว ชนเผ่าปา มีนิสัยกล้าหาญ ชำนาญการรบ ชมชอบการร้องรำทำเพลง
สมัยก่อนฉงชิ่งมีชื่อเรียกมากมาย ส่วนประวัติความเป็นมาของชื่อ ฉงชิ่ง
ได้มาตอนที่บุรุษนาม กวงจง ได้รับสถาปนาเป็นท่านอ๋องในยุคซ่งใต้ ภายหลังยังเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นฮ่องเต้อีก
จึงเหมือนกับมี รอยยินดีซ้ำอีกครั้ง จีนใช้สำนวนว่า ซวงฉงสี่ชิ่ง จึงย่อเหลือเพียงคำว่า
ฉงชิ่ง และนำมาใช้เป็นชื่อนครแห่งนี้
ในยุคสงครามต่อต้านญี่ปุ่นรัฐบาลก๊กมินตั๋งย้ายมาอยู่ฉงชิ่งและตั้งชื่อให้เป็น
นครแห่งเมืองสงคราม ปี 1940 ยกฐานะขึ้นเป็นเมืองหลวง เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นปกครองประเทศ
ฉงชิ่งขึ้นตรงต่อมณฑลเสฉวน จัดเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่สำคัญและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ
2 ของมณฑล ในปี 1997 ได้รับการยกเป็นมหานครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลางแห่งล่าสุดถัดจากปักกิ่ง
เทียนจิน และเซี่ยงไฮ้ เพราะรัฐบาลจีนยุคใหม่ต้องการใช้นครแห่งนี้เป็นศูนย์กลางพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันตกทั้งหมดของจีน
ฉงชิ่งเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นไม่กี่ปีมานี้ เพราะรัฐบาลจีนกำหนดให้เป็น
ศูนย์กลาง ในการพัฒนาภาคตะวันตกของจีนอีกทั้งเมื่อมีการก่อสร้าง โครงการเขื่อนซานเสียหรือเขื่อนไตรผา
ทำให้สภาพอากาศที่นี่ดีขึ้นมาก ไม่ร้อนมากเช่นดังแต่ก่อน ที่ตั้งอยู่บนดินแดนที่แม่น้ำแยงซีเกียงไหลผ่าน
และเป็นเพราะมีหมอกลงจัดในฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง จึงได้ชื่อว่าเป็น อู้ตู
หรือเมืองในหมอก อีกทั้งนครแห่งนี้มีภูเขาล้อมรอบ 4 ด้าน จึงได้ชื่อ ซานเฉิงหรือเมืองภูเขาอีกชื่อหนึ่ง
สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญคือ โครงการเขื่อนซานเสียและโบราณสถานต้าจู๋ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก
สภาพแวดล้อมภายนอกมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยฉงชิ่งได้เป็นผู้นำของศูนย์กลางการศึกษาระดับสูงในเมืองฉงชิ่งมาตั้งแต่ปี
1929 และในปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยฉงชิ่ง เป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติที่สำคัญแห่งหนึ่งอยู่ในสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการและมีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองฉงชิ่ง
ตัวมหาวิทยาลัยรายล้อมด้วยศูนย์การค้าและบริษัทห้างร้านที่ทันสมัยเหมือนสยามแสควร์บ้านเรา
ดังนั้นการออกไปหาซื้อของใช้ประจำวันจึงสะดวกง่ายดายมาก อีกทั้งอาหารการกินและสินค้าราคาไม่แพง
อาจจะถูกกว่าบ้านเราด้วยซ้ำ เนื่องจากค่าครองชีพของที่นี่ยังต่ำเมื่อเทียบกับปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้
และเมืองแถบชายฝั่งทะเลซึ่งเปิดสู่โลกภายนอกแล้วของจีน คนที่ชอบของถูกจะไม่ผิดหวัง
นักศึกษาไทยที่มาเรียนที่นี่หลายคนหอบแผ่นวีซีดีและดีวีดีราคาถูกกลับบ้านไปมากมาย
ด้วยราคาค่างวดที่ย่อมเยานั้นเอง
การใช้ชีวิตภายในมหาวิทยาลัย
ตัวมหาวิทยาลัยมีอาณาเขตกว้างขวางมาก เพราะมีถึง 3 แคมปัส
แค่เดินเพียงแคมปัสเดียวก็เมื่อยขาได้แล้ว อยากจะแนะนำว่าสำหรับคนที่อยากลดความอ้วน
ถ้าหากได้มาเรียนที่นี่แล้วรับรองว่าจะลดไปได้หลายกิโล เพราะเมืองฉงชิ่งอย่างที่บอกไว้แล้วว่าเป็นเมืองภูเขา
รวมทั้งตัวมหาวิทยาลัยด้วยที่ตั้งอยู่บนเนินเขา ทำให้ได้ออกกำลังขาได้ดีเยี่ยม
และใช้จักรยานไม่ได้เพราะเราจะโดนจักรยานขี่มากกว่าโดยเฉพาะหอพักนักศึกษาต่างชาติที่นักศึกษาต้องขึ้นบันไดหินถึง
30 ขั้นจะเห็นได้ว่ากว่าจะถึงตำแหน่งที่ตั้งหอพัก และพอถึงหอพักนักศึกษาต่างชาติขนาด
6 ชั้นที่ไม่มีลิฟต์ ก็ต้องเดินขึ้นบันไดอีกอย่างน้อย 3 ชั้นเพราะหอพักนักศึกษาต่างชาติอยู่ชั้น
4-6 ส่วนชั้น 2-3 เป็นโรงแรมของมหาวิทยาลัย แต่รับรองว่าอากาศดีมากจนหายเหนื่อย
สามารถมองเห็นแม่น้ำเจียหลิงเจียง และสะพานแขวน เหมือนสะพานแขวนพระราม 8
หรือพระราม 9 บ้านเราจากหน้าต่างหอพัก
หากนักศึกษาคนใดคร้านที่จะเดินออกไปไหนมาไหน ก็ไม่เป็นไร เพราะห้องเรียนนักศึกษาต่างชาติจะอยู่ตามปีกหอพักแต่ละชั้น
ใครนอนตื่นสายก็ไม่มีปัญหา แค่ล้างหน้าล้างตาลวกๆ แล้วรีบถลาไปเข้าห้องเรียนให้ทันก็ใช้ได้แล้ว
แต่ละห้องจะมีนักเรียนไม่มากนัก เขาแบ่งห้องเรียนภาษาเป็น 4 ระดับคือ แรกเริ่ม
ต้น กลาง และสูงบางห้องมีเรียนแค่ 2-3 คน แทบจะเรียกได้ว่าครูได้สัมผัสกับนักเรียนอย่างใกล้ชิด
และถ้าอยากเรียนวิชาอะไรเป็นพิเศษ หรือเรียนร่วมกับชาวจีนสามารถคุยกับอาจารย์ของสำนักงานรับนักศึกษาต่างชาติได้
เพราะอาจารย์ที่นี่ใจดี เอาใจคนไทยสุดๆเหมือนกัน ลองพิจารณาหลักสูตรและค่าใช้จ่ายจากตารางท้ายเรื่อง
สำหรับเรื่องค่าที่พัก ขอเน้นว่าถูกที่สุดในบรรดามหาวิทยาลัยในจีนทั้งหมด
เพราะตกแค่เดือนละ 1,500-3,000 บาทเท่านั้นและเป็นหอที่เพิ่งสร้างเสร็จได้แค่
1-2 ปี พื้นปูด้วยไม้ขัดมันไม่ใช่พรม ที่อาจทำความสะอาดยากและง่ายต่อการสะสมไรฝุ่น
มีเครื่องทำน้ำอุ่นและแอร์ปรับร้อนเย็น ตู้หนังสือ ทีวี เตียงนอนและที่นอน
ส่วนราคาอาหารการกินและข้าวของเครื่องใช้ จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ถูกถึงถูกมาก
อาหารในโรงอาหารมหาวิทยาลัยประมาณ 1-5 หยวน นับว่าค่าครองชีพพอๆกับบ้านเราหรืออาจจะถูกกว่าด้วยซ้ำ
ส่วนเรื่องของการใช้โทรศัพท์นั้น
จะมีการ์ดโทรภายในและนอกประเทศขายตามร้านค้าหรือในห้าง ซึ่งถามไถ่จากนักศึกษาที่ไปอยู่ก่อนได้
เพราะจะรู้แหล่งซื้อดีกว่า และซื้อได้ถูกมากด้วย จนคนขายจำได้ว่าเป็นคนไทยที่ต่อราคากันเก่งเหลือเกิน
ถ้ามีมือถือติดตัวไปก็ซื้อ sim เปลี่ยนใหม่ เติมเงินก็ใช้ได้แล้ว นับว่าสะดวกมาก
หลักสูตรภาษาและวัฒนธรรม
ปีการศึกษาแรก (ภาคฤดูใบไม้ร่วง) กันยายน-มกราคม
ปีการศึกษาที่ 2 (ภาคฤดูใบไม้ผลิ) กุมภาพันธ์-กรกฎาคม
มหาวิทยาลัยฉงชิ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่สอนในระบบ 2 ภาคการศึกษา หนึ่งภาคการศึกษาจะมี
18 สัปดาห์ แต่ละสัปดาห์นักศึกษาจะมีคอร์สเรียนภาษาจีน 16 ชม. คอร์สวัฒนธรรมจีน
4 ชม.และจะจัดการเยี่ยมชมท้องถิ่น1-2 ครั้งต่อเทอม
สถานที่ท่องเที่ยว
สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ตัวมหาวิทยาลัยได้แก่ อีเคอซู่
เป็นจุดชมวิวที่มีชื่อเสียงที่สุด ซึ่งมีสัญญลักษณ์สำคัญคือต้นไม้ขนาดใหญ่
อีกที่คือสวนสาธารณะเนินเขาผิงติ่งซาน ที่เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นาน ตอนกลางคืนจะยิงเลเซอร์จากบนเขาไปทั่วเมือง
แต่อาหารในภัตตาคารบนเขานี้ราคาแพงมากๆ ไม่แนะนำให้ไปทาน เพราะจะหมดเนื้อหมดตัวได้
สำหรับคนที่มีงบประมาณจำกัด นอกจากนั้นถ้าใครชอบเมืองโบราณ ต้องไปที่ ฉือชี่โข่ว
ซึ่งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยมาก นั่งแท็กซี่แค่ 5 หยวน ก็ถึงแล้ว ที่นี่จำรองรูปแบบการใช้ชีวิตของชาวจีนสมัยก่อนคล้ายกับเกาะเกร็ด
เมืองนนทบุรีบ้านเรา เพียงแต่เป็นเมืองโบราณแบบจีนๆ หาซื้อเชือกถักจีนสวยๆราคาย่อมเยาได้ที่นี่
และยังมีภาพปักที่วิจิตรงดงาม นักท่องเที่ยวที่มาเห็นมักจะอดใจไม่อยู่ ซื้อของที่ระลึกติดไม้ติดมือไปจากที่นี่เสมอ
ที่พลาดไม่ได้อีกแห่งคือ อนุสาวรีย์เจี่ยฟั่งเปย หรืออนุสาวรีย์ปลดแอกที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและนับเป็นสัญญลักษณ์ของนครฉงชิ่ง
รอบๆเป็นตึกสูงและชอปปิ้งมอลล์ทันสมัย เดินได้ทั้งวันไม่รู้เบื่อ หากใครไม่ได้มาที่นี่เท่ากับมาไม่ถึงฉงชิ่ง
เวลาว่างที่มีประโยชน์
โดยปกตินักศึกษาต่างชาติที่เรียนภาษาที่เมืองจีนจะเรียนแค่ครึ่งวันเช้า
ครึ่งวันหลังอาจจะเข้าเรียนคอร์สวัฒนธรรม หรือกิจกรรมพิเศษที่มหาวิทยาลัยจัดให้
เช่น เขียนพู่กัน ร้องเพลง วาดภาพ การสอบ HSKมหาวิทยาลัยบางแห่งก็คิดค่าใช้จ่าย
บางแห่งก็ไม่ได้คิด อย่างที่มหาวิทยาลัยฉงชิ่งจะให้เรียนหลักสูตรเหล่านี้ฟรีโดยต้องมีผู้เรียนอย่างน้อย
5 คนขึ้นไปจึงเปิดสอน แต่ขอกระซิบให้ฟังว่า แรกๆนักศึกษาต่างชาติก็แห่กันไปศึกษาวิชาเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนเหล่านี้กันคึกคัก
แต่พอเรียนๆไปคนเรียนก็ร่อยหรอลงทุกทีจนหายกันไปหมด เพราะทุกคนต่างมีกิจกรรมส่วนตัวทำกันแล้ว
สำหรับกิจกรรมส่วนตัวเท่าที่รู้ ก็เช่น ถ้าเป็นพวกหนุ่มๆก็นิยมมีกิ๊กเป็นสาวจีนไว้เป็นครูส่วนตัว
ได้ฝึกภาษาฟรีๆโดยไม่ต้องจ่ายเงินเหมือนที่อื่นบางคนแรกๆก็หอบดิกชันนารีของอาจารย์เธียรชัยไปคุยกับสาวจีน
พอนานวันเข้าก็ไม่ต้องพึ่งดิกเพราะคล่องแล้ว และใช่ว่าจะมีกิ๊กแค่คนเดียว
ได้ข่าวว่ามีกันหลายคน และหนุ่มไทยก็สับรางกันเก่งเสียด้วย ส่วนคนที่อยากหาลู่ทางทำธุรกิจ
ก็มองหาหนทางติดต่อค้าขายกับคนท้องถิ่น ไปเยี่ยมชมโรงงาน ดูสินค้าตัวอย่าง
เพื่อเป็นตัวแทนส่งขายที่เมืองไทย รวมถึงการนำสินค้าไทยมาขายที่นี่ด้วย เพราะฉงชิ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่มีสินค้าให้เลือกมากมาย
ข้อได้เปรียบในการทำธุรกิจที่นี่อีกอย่างคือ ฉงชิ่งเป็นศูนย์กลางการพัฒนาพื้นที่ฝั่งตะวันตกและตอนในของจีน
อีกทั้งเป็นเมืองที่พึ่งติดต่อกับต่างประเทศได้ไม่นาน คนต่างชาติยังน้อยมาก
ขณะนี้รัฐบาลจีนกำลังทุ่มเทงบประมาณมาพัฒนานครแห่งนี้เต็มที่ เพื่อให้เปิดสู่โลกภายนอกเต็มตัวใครๆที่เข้าก่อนย่อมได้เปรียบและมีโอกาสมากกว่าในการทำการค้า
ดีกว่าไปหาลู่ทางทำธุรกิจตามเมืองใหญ่ หรือเมืองท่าชายฝั่งตะวะนออกที่เปิดแล้ว
อย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ หรือตามเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ เช่น เซินเจิ้น ซัวเถา
เซี่ยเหมิน ซึ่งต้องไปแข่งกับพวกอเมริกันหรือยุโรป ที่ปูลู่ทางไว้ล่วงหน้าก่อนเราตั้งนานแล้ว
จุดเด่น
จุดเด่นของมหาวิทยาลัยฉงชิ่งอยู่ที่เป็นมหาวิทยาลัยที่ยังมีคนไทยไปเรียนไม่มากนัก
ทำให้สัดส่วนนักศึกษา (เรียนภาษาพิ่มเติม) อยู่ในระหว่าง 5-15 คน/ห้อง อาจารย์สามารถดูแลเอาใจใส่ได้ทั่งถึง
ค่าเล่าเรียนไม่แพง รวมทั้งค่าหอพักและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจัดว่าถูกมาก
ผู้คนที่นั่นมีอัธยาศัยดี และยินดีให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติอย่างไม่มีข้อยกเว้นว่าจะมาจากยุโรป
อเมริกา หรือ เอเชีย
นอกจากนั้นหลักสูตรพิเศษที่จัดขึ้นสำหรับนักศึกษาต่างชาติได้แก่
- ผู้ได้รับปริญญาตรี เอกวิชาภาษาจีน สามารถเรียนต่อระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโทได้โดยไม่ต้องผ่านการอบรมใดๆ
เพียงแต่ส่ง transcript ให้อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา เพื่อจัดตารางเรียนให้สอดคล้องและเหมาะสม
หลักสูตรปริญญาตรีอย่างน้อยหนึ่งปีหรือมากกว่านั้นแล้วแต่ความสามารถของนักศึกษา
หลักสูตรปริญญาโท 2-3 ปี
- มีหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ออกไปฝึกงานตามธนาคารห้างร้านต่างๆรอบมหาวิทยาลัยเพื่อจะได้ประยุกต์วิชาที่เรียนเข้ากับสถานการณ์จริงและยังได้รับใบรับรองจากสถานที่ฝึกงานกับทาง
มหาวิทยาลัยด้วย
ค่าใช้จ่าย
ค่าเทอมสำหรับหลักสูตรภาษาจีน
เทอมละ 13,000 หยวนต่อปี หรือ 7,000 หยวนต่อเทอม
ค่าหอพัก
ห้องเดี่ยวระหว่าง 550-800 หยวนต่อคนต่อเดือน ห้องคู่ระหว่าง 300-400 หยวนต่อคนต่อเดือน
เปิดเทอมและวันปิดรับสมัครเรียน
Spring : 1 September - 15 January วันปิดรับสมัคร
30 December
และ Fall (Autumn): 20 February - 4 July วันปิดรับสมัคร
30 July
ใครอยากสมัครเทอมหน้านี้
ต้องรีบกันหน่อยน่ะ ติดต่อได้ที่ Cyes 02-2763091
|